งานพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จย่าเป็นเครื่องยืนยันความปั่นป่วนแตกแยกในพระราชวงศ์
เพราะมีแต่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาร่วมงานโดยมีพระธิดาสองพระองค์ประทับเคียงข้างแต่ไม่ปรากฏตัวของน.อ.วีระยุทธ
ขณะที่พระธิดาทั้งคู่ก็ดูจะหงอยเหงาไม่มีชีวิตชีวา อาจารย์ธงทองซึ่งเป็นผู้บรรยายงานพระราชทานเพลิงพระศพก็ต้องอึ้งไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
ทั้งๆที่เขาก็บรรยายรายละเอียดของคนนั้นคนนี้อย่างละเอียดยิบว่ามีประวัติมีความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างไร
และเมื่อหม่อมสุจาริณีปรากฏตัวพร้อมลูกๆอาจารย์ธงทองก็จำต้องเงียบกริบพูดอะไรไม่ออก
ไม่ยอมบอกว่าพวกเขาเป็นใคร มาในฐานะอะไร การที่ไม่บรรยายโดยข้ามไปเฉยๆได้เป็นที่สังเกตกันโดยทั่วไป
แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร
พอมาวันที่ 26 พฤษภาคม 2539
ข่าวในสำนักพระราชวังได้แพร่ภาพฟ้าชายเสด็จลงจากเครื่องบินที่ดอนเมืองด้วยพระพักต์ที่เคร่งเครียดพร้อมด้วยพระธิดาที่เกิดกับหม่อมสุจาริณีที่ชื่อบุษยาน้ำเพชร(ต่อมาเปลี่ยนเป็นสิริวรรณวรี
มหิดล)ซึ่งฟ้าชายไม่เคยได้ใส่พระทัยอย่างจริงจังมาก่อน และมีการตีพิมพ์ภาพในหนังสือพิมพ์โดยไม่มีคำอธิบาย
ในวันที่ 28 มีนาคมฟ้าชายก็ป่าวประกาศไล่สุจาริณีออกจากวังอย่างอึกทึกครึกโครม
คนของฟ้าชายปิดป้ายและแจกเอกสารกล่าวหาว่าหม่อมสุจาริณีเป็นชู้กับพล.อ.อ.อนันต์
รอดสำคัญ ซึ่งเป็นองครักษ์ของฟ้าชาย
มีการเปิดเผยเอกสารคำสั่งของนายกบรรหารให้ปลดพล.อ.อ.อนันต์ออกจากราชการและมีรูปถ่ายหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ทของพล.อ.อ.อนันต์และหม่อมสุจาริณีพร้อมประกาศว่าคนทั้งสองทรยศต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นชู้กันและข่มเหงพระธิดาของฟ้าชายคือบุษยาน้ำเพชร(สิริวรรณวรีมหิดล)
และ“ถ้าใครพบบุคคลทั้งสองนี้ในที่ใด
ก็ให้ช่วยกันไล่พวกมันไปและประณามความชั่วของพวกมัน” แถมท้ายด้วยคำเตือนจากฟ้าชายว่าพล.อ.อ.อนันต์จะเจอเรื่องที่หนักกว่านี้ถ้าขืนต่อสู้ข้อกล่าวหาและควรจะรีบออกจากประเทศไทยไปโดยไม่ต้องกลับมาอีก
มีเอกสารเป็นคำสั่งของฟ้าชายต่อกระทรวงการต่างประเทศลงวันที่ 24 พฤษภาคมให้ยกเลิกหนังสือเดินทางของพล.อ.อ.อนันต์และหม่อมสุจาริณี
โดยมีเอกสารเผยแพร่ไปทั่วกรุงเทพและภาพเปลือยของหม่อมสุจาริณีเป็นแผ่นดิสเก็ตส่งไปตามสถานทูตและสำนักงานหนังสือพิมพ์พร้อมทั้งการเผยแพร่ทางอินเตอร์เนต
นอกจากนี้ยังทรงโปรดการถ่ายภาพเปลือยของพระชายาโดยบางครั้งให้ช่างภาพนักถ่ายรูปเปลือยถ่ายภาพเปลือยแบบผายพระชงฆ์(แหกขา)ของหม่อมศรีรัศมิ์และข่าวว่าทรงฉายพระฉายาหม่อมพลอยแสง
สุวรรณสถิตย์ ในชุดทรงตะปิ้ง(เครื่องปิดของลับของหญิงทำด้วยเงิน ทองหรือนาก ฯลฯ)
คุณพลอยเป็นนางแบบแอร์โฮสเตรสการบินไทยที่มีข่าวว่าอุตส่าห์เปลี่ยนนามสกุลเป็นวชิรารักภักดีและมักจะทรงโปรดพาไปเที่ยวเวียงจันทน์โดยเสด็จร่วมกับนางเอกละครเรื่องผัวๆเมียๆทางโทรทัศน์
โดยมักจะไปที่โรงแรมโนโวเทลซึ่งมีสัญญากับการบินไทยแต่ทรงโปรดประทับที่บูติคโฮเตลหรือโรงแรมประเภทบ้านไม้ที่มีสวนและตกแต่งอย่างดี
ขณะที่พระองค์ก็ทรงได้รับการถวายตำแหน่งที่ปรึกษาใหญ่ของการบินไทยว่ากันว่าทรงเสวยเงินเดือนราวเจ็ดแสนบาทและรับสั่งให้เปลี่ยนเครื่องแบบแอร์โฮสเตรสเพื่อหาเรื่องถลุงเงินของการบินตามพระสติปัญญาของพระองค์
คนทั้งกรุงเทพฯพากันตกตะลึงพูดไม่ออก ในช่วงเตรียมการฉลองพิธีกาญจนาภิเษกครองราชย์ 50 ปีและบรรยากาศทางการเมืองที่เข้มข้นจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายบรรหารที่กำลังตกต่ำไม่เป็นท่า
โดยมีหนังสือพิมพ์เพียงสองฉบับเท่านั้นที่กล้ารายงานเรื่องนี้ คือ
หนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์กับสยามโพสท์ซึ่งมีสายเชื่อมโยงกับมรว.ตรีทศยศ
เทวกุลซึ่งเป็นคนสนิทของพลเอกเปรม
ต่อมาจึงค่อยๆมีคำอธิบายออกมาว่าทางวังเชื่อว่าหม่อมสุจาริณีอยู่ที่ลอนดอนพร้อมลูกๆและได้ข่มเหงรังแกบุษยาน้ำเพชรลูกสาวคนเล็กที่เกิดมาผิดคำทำนายที่ว่าหม่อมสุจาริณีจะได้เป็นพระราชินีถ้าหากว่ามีลูกชายห้าคน
ประมาณวันที่ 23 พฤษภาคมฟ้าชายได้บินไปอังกฤษและนำพระธิดากลับมาพร้อมทั้งรับสั่งให้นายกบรรหารถอดถอนและประณามพล.อ.อ.อนันต์กับหม่อมสุจาริณี มีรายงานว่านายกบรรหารได้เข้าเฝ้าฟ้าชายและในหลวงหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้
ขณะที่มีข่าวว่าหม่อมสุจาริณีได้เข้าแจ้งความกับตำรวจอังกฤษว่าลูกสาวของตนถูกลักพาตัว
แต่ทางวังของไทยและวังของอังฤษก็คงร่วมมือกันจัดการให้เรื่องเงียบไป
เรื่องจริงจะเป็นอย่างไรนั้นไม่มีข่าวที่ชัดเจน บางทีอาจเกี่ยวข้องกับการข่มเหงรังแกบุษยาน้ำเพชร
ถึงแม้ว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์จะไม่เคยสนใจธิดาพระองค์นี้มาก่อนเลยก็ตาม ส่วนเรื่องการคบชู้ระหว่างหม่อมสุจาริณีกับพล.อ.อ.อนันต์ที่เป็นคนรับใช้และเป็นนักบินร่วมบินของฟ้าชายมานานหลายปี
เรื่องนี้ได้ดำเนินมาสามปีแล้วเป็นอย่างน้อยโดยได้รับความเห็นชอบจากฟ้าชายเองเพราะเป็นที่ทราบกันดีในหมู่คนชั้นสูงว่าฟ้าชายทรงโปรดปรานการแอบดูพระชายาแสดงบทรักร่วมกับนายทหารของพระองค์โดยทรงติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้องนอน
แต่เหตุผลที่แท้จริงของการขับไล่หม่อมสุจาริณีจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ ไม่ว่าฟ้าชายวชิราลงกรณ์จะทรงประพฤติพระองค์ชั่วช้าเสเพลเพียงใด
ประชาชนไทยก็พร้อมที่จะยอมรับว่าหม่อมสุจาริณีกับพล.อ.อ.อนันต์ได้ทรยศต่อฟ้าชาย และหม่อมสุจาริณีได้ข่มเหงน้ำใจเจ้าหญิงตัวน้อย
วังสรุปว่าหม่อมสุจาริณีไม่เหมาะกับการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวงศ์ ในที่สุด
ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็ทรงผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้ไปได้อย่างสง่าผ่าเผย
(ข่าววงในว่าขบวนของหม่อมสุจารณีถูกจับพร้อมยาเสพติดที่สนามบินประเทศอังกฤษ
ขณะที่ฟ้าชายเริ่มมีนางบำเรอคนใหม่ โดยที่สุจารณีก็กลุ้มใจหนัก
ฟ้าชายและวังจึงต้องสร้างเรื่องเพื่อตัดหม่อมสุจาริณีออกไปและกันไม่ให้คดีค้ายาเสพติดพัวพันมาถึงพระราชวงศ์) และเพื่อเน้นย้ำถึงพระบุญญาธิการที่ทรงสามารถฝ่ามรสุมปั่นป่วนมาได้
ในวันที่28 พฤษภาคม ฟ้าชายทรงทำพิธีหล่อพระพุทธรูปทองคำในพระบรมมหาราชวัง และทรงเสด็จแทนพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้งเพื่อเป็นประธานในงานพระศพและสองสัปดาห์ต่อมาได้เสด็จร่วมในงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกเสวยราชย์ 50 ปี
โดยมีพระองค์เจ้าโสมสวลีกับพระธิดาทั้งสองประทับเคียงข้างตลอดเวลา วันที่
13 กรกฎาคม ฟ้าชายเสด็จร่วมงานวันประสูติโสมสวลีพร้อมกับพระธิดาทั้งสองพระองค์อีกเช่นเคย
และโสมสวลีก็ไปร่วมงานวันพระราชสมภพของฟ้าชายในวันที่ 28 กรกฎาคมเช่นกัน
สำหรับคนไทยจำนวนมาก นี่คือตอนจบแบบมีความสุขของเทพนิยายที่เจ้าชายจอมเสเพลผู้หลงผิดได้กลับคืนสู่อ้อมอกของเจ้าหญิงโสมสวลีผู้แสนดี
พระชายาผู้อดทนที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์เลือดขัตติยะแท้ผู้เหมาะสมโดยประการทั้งปวง
เพื่อหาเรื่องอธิบายความแก้ตัวเรื่องความเหลวแหลกที่เกิด ทางวังได้ยกเมฆเอาเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์ของพวกตนขึ้นมากล่าวอ้างโดยยืนยันว่าฟ้าชายกับหม่อมสุจาริณีไม่ได้มีอะไรกันมากไปกว่าการอยู่ร่วมกันแบบเจ้ากับไพร่โดยที่ฝ่ายหญิงไม่ได้รับการสถาปนาเป็นพระราชวงศ์แต่ยังคงเป็นไพร่สามัญชนเหมือนเดิมจึงไม่ได้มีความหมายอะไร
แถมยังบอกอีกว่าการอภิเษกสมรสกับโสมสวลียังคงมีผลอยู่ ถือว่ายังไม่ได้หย่าขาดจากกัน
ม.ล.พีระพงษ์ เกษมศรี ราชเลขาธิการของในหลวงพยายามอธิบายอย่างไม่อายว่า การที่ฟ้าชายชนะคดีฟ้องหย่าจากโสมสวลีไม่มีผลเพราะมันถูกจัดการในห้องพิจารณาของศาลแต่ไม่ได้มีพระราชพิธีหย่ากันในวังที่มีพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นประธานในพระราชพิธี
ส่วนการแต่งงานของฟ้าชายกับหม่อมสุจาริณีก็ไม่เคยกระทำเป็นทางการเพราะมีแต่พิธีการที่ทำขึ้นในวัง
แต่ไม่เคยมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เอาเป็นว่าวังใหญ่กว่าศาล คือ
วังไม่ยอมรับกฎหมายหรือการจดทะเบียนสมรสโดยถือว่าพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์กว่าใบทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
แต่พอถึงสิ้นปี ฟ้าชายวชิราลงกรณ์ก็กลับมาเป็นเจ้าชายที่เสเพลเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทรงเลิกออกงานกับโสมสวลี
และทรงใช้เวลาล่าพรหมจรรย์สาวๆ ที่สรรหามาจากแหล่งต่างๆ พระองค์ยังคงประทับอยู่ที่วังนนทบุรีและวางแผนจะไล่โสมสวลีออกจากวังที่อยู่ในเมือง
ว่ากันว่าฟ้าชายทรงอยู่เบื้องหลังการปลดอธิบดีกรมตำรวจพล.ต.อ.พจน์
บุณยะจินดา เพราะพล.ต.อ.พจน์กับภรรยาที่เป็นนางสนองในวังของฟ้าชายถูกกล่าวหาว่าได้ช่วยหม่อมสุจาริณีหนีออกนอกประเทศพร้อมเครื่องเพชรทั้งหมด
มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัชทายาทของพระราชวงศ์ไทยที่กำลังจะมีแววได้เป็นรัชกาลที่สิบ
ด้วยวัย 44 ชันษานั้น ยังคงทรงดุร้ายและอยู่นอกเหนือการควบคุม
บางคนคิดว่าพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงสามารถหาเรื่องมาปลอบพระทัยได้จากความประพฤติอันดีเลิศไม่มีด่างพร้อยของพระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่งคือ
ฟ้าหญิงสิรินธร แต่ฟ้าหญิงสิรินธรก็ทรงทำให้พระเจ้าอยู่หัวทรงผิดหวังอยู่บ้างเหมือนกัน
แม้ว่าฟ้าหญิงสิรินธรจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่พระองค์แทบจะไม่มีแววที่จะเป็นผู้กุมอำนาจของวังให้ได้ดี
ทรงดูอ่อนต่อโลกและทำพระองค์เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต เอาแต่เขียนและพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเสด็จประพาสต่างแดนของพระองค์
ทรงสนพระทัยในประวัติศาสตร์และโบราณคดี ขณะเดียวกันก็ทรงหลบเลี่ยงแรงกดดันอันเกิดจากฟ้าชายผู้เป็นพระเชษฐาและจากวังในเรื่องการเป็นคู่ชิงพระราชบัลลังก์ด้วยการเสด็จประพาสต่างประเทศบ่อย
ๆ พอพระชนม์ย่าง 40 ชันษาในปี 2538 ฟ้าหญิงสิรินธรทรงแสดงแววของความมีวุฒิภาวะและพระบารมีในสถานะของพระองค์ที่ทรงสามารถสยบผู้คนที่รายรอบพระองค์ได้อย่างง่ายดาย
และทรงแสดงความเห็นเป็นการส่วนพระองค์ด้วยความมั่นอกมั่นพระทัย กระทั่งในประเด็นการเมือง
ทรงรับหน้าที่ดูแลพระธิดาของฟ้าชายวชิราลงกรณ์คือพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่กลายเป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งสำหรับการสืบราชนั่งบัลลังก์หลังจากถูกหม่อมสุจาริณีไล่ออกจากวังไป
โดยฟ้าหญิงสิรินธรยังได้ทรงช่วยสร้างภาพให้โสมสวลีอีกด้วย แต่พระองค์ก็ยังคงเป็นที่อึดอัดขัดใจของในหลวงที่ทรงมอบให้ฟ้าหญิงสิรินธรได้เป็นรัชทายาทสืบราชบัลลังก์
ทรงคาดหวังให้ฟ้าหญิงสิรินธรได้แสดงพระองค์ว่าทรงมีพระปรีชาสามารถเหมือนพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องภูมิศาสตร์
อุทกศาสตร์ การสื่อสารและการเกษตร แต่ฟ้าหญิงเองก็ทรงยอมรับว่าพระองค์ทรงทำให้พระราชบิดาผิดหวัง
เพราะพระองค์ทรงเจริญพระวรกายอ้วนอุ้ยอ้ายมากทำให้ทรงลำบากที่จะลุยโคลนและปีนป่ายภูเขาเพื่อไปยังหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกล
ทำให้ในหลวงภูมิพลทรงประทับนั่งลำบากพระทัยกลางทางแยกไม่รู้จะเลือกใครดี
ระหว่างพระโอรสผู้ทรงมีพลังในการทรงใช้อำนาจแต่มีวิจารณญาณที่ชั่วร้ายและไม่สนพระทัยประชาชน
กับพระราชธิดาผู้ทรงใส่พระทัยและมีพระวิจารณญาณที่ดี แต่ทรงไม่มีพลังในการใช้อำนาจ
ท่ามกลางการโหมโฆษณามหกรรมแห่งการเฉลิมฉลองการครองศิริราชสมบัตินาน
50 ปีหรือกาญจนาภิเษก ทำให้ไม่มีเรื่องอะไรที่สามารถสร้างความกระทบกระเทือนต่อพระบารมีของในหลวง
และในวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปี 2539 แทนที่พระองค์จะต้องทรงทอดถอนรำพึงรำพันในเรื่องร้ายๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างพระนางเจ้าเอลิซาเบธแห่งสหราชอาณาจักร พระเจ้าอยู่หัวกลับทรงมีพระบรมราโชวาทที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระบุญญาบารมีแบบผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน
ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับชีวิตของคนเรา พระราชอาณาจักรของพระองค์ และพระปรีชาสามารถตลอดจนความสำเร็จในรัชกาลของพระองค์
ทรงแสดงหลักปรัชญาความคิดไปเรื่อยเปื่อย รวมทั้งความงมงายหมกมุ่นเกี่ยวกับตัวเลข
วันเวลาของวาระการเฉลิมฉลอง อายุเฉลี่ยของคนที่นั่งฟังพระบรมราโชวาท และอื่นๆ หลังจากนั้นทรงตรัสว่าประชาชนต้องการให้พระองค์ปกครองประเทศไทยต่อไปอีก 50 ปี ทรงทำท่าพิจารณาใคร่ครวญอย่างผู้ที่ตรัสรู้แล้วว่าประเทศได้พัฒนาดีขี้นมากเพียงใดแล้วในรัชสมัยของพระองค์ ทรงย้ำว่า “จะบอกว่าสมัยโน้นกับสมัยนี้เป็นอย่างไร
ต่างกันไหม ต่างกัน จะว่าสมัยโน้นดีกว่าสมัยนี้ ก็พูดไม่ได้ ว่าสมัยนี้ดีกว่าสมัยโน้นก็พูดไม่ได้
อยู่ในปัจจุบันนี้ เรามีสิ่งใด เราก็มีอยู่ในปัจจุบัน ในอดีตเราเคยมีอะไรก็ผ่านไปแล้ว
ในอนาคตจะมีอย่างไร ก็จะต้องคอยดูว่าร่วมกันสร้างอย่างไร ถ้ารวมกันสร้างดีก็ดี ถ้ารวมกันสร้างไม่ดี
ก็เสียใจ ก็ไม่ดี...ปัญหามีอยู่ว่า
คำว่า ดี คืออะไร ไม่มีทางที่จะวิเคราะห์ศัพท์ว่า “ดี” คือคำว่า ดี นี่มันสั้นๆ รู้สึกว่าจะเป็นคำที่สั้นสุดในภาษา อาจจะไม่สั้นที่สุด
ยังมีคำที่สั้นกว่า แต่อย่างไรก็สั้นมาก ใครจะมาวิเคราะห์คำนี้ได้รู้สึกว่ายาก เพราะว่าแต่ละคนก็นึกว่าดี
แต่ไม่แน่ว่าใช่หรือไม่ใช่ อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดคร่าว ๆ ความดี คนก็เข้าใจ แต่จะบอกว่าเป็นอะไร
ยาก ความดีคืออะไรที่ทำให้เรามีความสงบความสุขใจแท้ๆ
เป็นผลดี คนที่ไม่ดีเรียกว่าคนเลว คำว่าเลวนี้ก็ยาวกว่าหน่อย คนเลวก็ไม่รู้จะวิเคราะห์ว่าอะไร... คนดีทำให้คนอื่นดีได้ หมายความว่าคนดีทำให้เกิดความดีในสังคม คนอื่นก็ดีไปด้วย
ความเลวนั้นจะใช้คนดีเป็นคนเลว ก็ยาก แต่เป็นไปได้ ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวยาก
สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี.” ทรงตรัสต่อไปว่าหากมีธรรมชี้นำ
ประเทศชาติจะเจริญก้าวหน้าอย่างที่เป็นมาในช่วง 50 ปีแรกของพระองค์
เมื่อทรงตรัสจบและทรงเสด็จออกยังส่วนภายนอกที่มีประชาชนหลายพันรออยู่ พวกเขาพากันยัดธนบัตรใส่พระหัตถ์ของพระองค์อย่างกระตือรือล้นขณะที่เสด็จผ่านไปตามทาง
เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่คนจนที่สุดถวายมอบเงินให้กับพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงร่ำรวยที่สุดด้วยหวังว่าจะก่อบุญกุศลให้ชะตาชีวิตของตนดีขึ้น
ในการพระราชทานพระบรมราโชวาทในคืนวันส่งท้ายปีเก่า
ทรงขอบคุณประชาชนสำหรับการเฉลิมฉลองที่ใหญ่โตมโหฬาร ทรงตรัสถึงเหตุการณ์สำคัญๆ แห่งปี
เช่น นักมวยไทยชนะเหรียญทองโอลิมปิก การเสด็จเยือนของพระนางเจ้าเอลิซาเบ็ธและการเดนทางเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีบิล
คลินตัน และการที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศสำคัญสองงาน ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงในลักษณะใดลักษณะหนึ่งถึงความสำเร็จของรัชสมัยของพระองค์
จะว่าไปแล้วคงต้องให้ความเป็นธรรมต่อฟ้าชายจอมเสเพล
เพราะพระองค์คงจะไม่ทรงรู้ผิดชอบชั่วดีเนื่องจากมีแต่คนเอาพระทัยและคอยแต่ประจบสอพลอ
พระราชบิดาและพระราชมารดาคงเอาไม่อยู่หรืออาจเป็นแบบที่ชาวบ้านชอบด่ากันว่า
เป็นลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน คือไม่สอนให้รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก
จึงได้ทรงมีพระนิสัยถาวรในการประพฤติปฏิบัติแต่เรื่องเลวๆเสมอมา
ประเทศไทยนั้นโชคดีหนักหนาที่ได้มีพระมหาราชาอย่างพระองค์
ทำให้มีแต่เรื่องดีๆสิ่งดีๆ นี่ถ้าไม่มีพระราชวงศ์ของพระองค์
ก็คงน่าเป็นห่วงว่าประเทศชาติคงจะย่ำแย่หรือย่ำเท้ากว่าที่เป็นอยู่ในรัชสมัยที่นานแสนนานของพระองค์
จะว่าทรงตรัสเอาแต่ได้ หรือว่าทรงยกพระหางของพระองค์เองก็คงไม่ผิดมากนัก
Syndication